"กรุงศรี" ชี้ เศรษฐกิจไทย ปี2026 โตต่ำ 2% คล้ายเป็นโรคเรื้อรัง ต้องรักษาระยะยาว
"กรุงศรี" ชี้ เศรษฐกิจไทย ปี2026 โตต่ำกว่า 2% คล้ายเป็นโรคเรื้อรังต้องรักษาระยะยาวด้วยนโยบายที่แก้ให้หายจริง หวังรัฐบาลใหม่เร่งทำให้เห็นผล
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ในปี2026 ภายใต้แนวคิด “One Krungsri for a Sustainable Future” หรือ “วันกรุงศรี ผนึกกำลังเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” ว่า ท่ามกลางบริบทโลกที่แบ่งขั้วและเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง กรุงศรียกระดับจากสถาบันการเงิน สู่การเป็นพันธมิตรที่พร้อมทำงานเป็นทีมเดียวกัน พร้อมเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
สำหรับมุมมองเศรษฐกิจ ปี2026 นายเคนอิจิ ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโตแบบกระจัดกระจาย จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะ เติบโตต่ำกว่า 2% เนื่องจากเผชิญแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และมองว่าดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสปรับลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้
นอกจากนี้ นายเคนอิจิยังกล่าวถึงประเด็นที่สื่อต่างชาติอย่าง Financial Times เปรียบเปรยไทยว่าเป็น "Sick Man of Asia" โดยมองว่า "ความป่วย" ของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หาย แต่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องใช้การรักษาระยะยาว ซึ่งรู้ต้นเหตุแล้วแต่ต้องการนโยบายที่แก้ให้หายจริง ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการ ส่วนสิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาลชุดใหม่ คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว เดินหน้ามาตรการที่ทำให้รัฐ-เอกชนทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยฟื้นตัวได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่ประคองอาการชั่วคราว
"ประเทศไทยเปรียบเสมือนคนป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงจนรักษาไม่หาย แต่โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการแค่กินยาแล้วนอนพักเพียงอย่างเดียว เราจำเป็นต้องได้รับการรักษาระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอเชิงโครงสร้าง"
ทั้งนี้ นายเคนอิจิ ได้สรุปผลการดำเนินงาน ในปี2025 ที่ผ่านมาว่า กรุงศรี มีกำไรสุทธิสูงถึง 31,700 ล้านบาท เติบโต 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีวินัย รวมถึงผลตอบแทนจากการลงทุนใน "เงินติดล้อ"
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างรัดกุม โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.26% และอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ที่แข็งแกร่งถึง 126% ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) รักษาจังหวะอยู่ที่ 4.35% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 47% สะท้อนถึงเสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคง
สำหรับ ในปี2026 นี้ จะยกระดับมิติด้านความยั่งยืน สร้างความอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว จากในปี2025 ที่ผ่านมา กรุงศรีประสบความสำเร็จในการขยายพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อเพื่อสังคมและความยั่งยืน ได้ถึง 250,000 ล้านบาท ซึ่งบรรลุเป้าหมายเร็วกว่ากำหนดเดิม ที่วางไว้ในปี2030 ในปีนี้ ธนาคารจึงได้ประกาศเป้าหมายใหม่ โดยตั้งเป้ายอดสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนให้แตะระดับ 350,000 ล้านบาท ภายในปี 2030 การเติบโตของสินเชื่อ 2-4% และ NIM โดยรวมที่ 4.0-4.3% โดย NIMในประเทศอยู่ที่ 3.25-3.50% รวมถึง NPL Ratio ที่ 3.25-3.5% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ระดับ Mid-40s%
"เราวางบทบาทตัวเองเป็นตัวกลาง ที่ต้องเชื่อมโยงให้ธุรกิจรายใหญ่ช่วยรายเล็ก เช่น การที่บริษัทข้ามชาติ หรือธนาคาร ช่วยสนับสนุน SME ให้ผ่านวิกฤตและนำ ESG เข้ามาปรับใช้ในกลยุทธ์ เพราะการเดินหน้าเรื่องความยั่งยืนจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในระยะยาว"
ด้านนางสาวดวงดาว วงค์พนิตกฤต ประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านการเงินและกลยุทธ์ ได้ขยายความถึงทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 5 วาระเร่งด่วนเชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1.การแก้หนี้ครัวเรือน 2.การอุ้มชู SME 3.การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ 4.การรับมือ Climate Change และ 5.การสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงิน (Financial Trust)
เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ธนาคารได้วาง 3 กลยุทธ์หลัก ที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนองค์กร ประกอบด้วย
1.Customer First: การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางแบบเจาะลึก โดยเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่ปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคล (Customization) อย่างแท้จริง
2.AI & Data Technology: ทุ่มงบลงทุนด้านเทคโนโลยีกว่า 17,000 ล้านบาทในปีนี้ เพื่อวางรากฐานแพลตฟอร์มและนำ AI มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
3.One Krungsri Collaboration: การผนึกกำลังของบริษัทในเครือกว่า 30 แห่ง เพื่อลดความซับซ้อนและสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า
สำหรับตลาดในประเทศ จะเน้นการเติบโตในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่น ซึ่งยังคงมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าต่อเนื่องในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center, Semiconductor และยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นที่เริ่มปรับตัวมาผลิตรถ Hybrid และ EV ในไทยมากขึ้น ในส่วนของ SME เป็นกลุ่มที่น่าห่วงและอาจเห็นยอดสินเชื่อทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อยจากการชำระคืนหนี้ แต่ธนาคารยืนยันจะไม่ทิ้งลูกค้ากลุ่มนี้ โดยพร้อมจะพิจารณาผ่อนปรนเกณฑ์ เพื่อประคองสภาพคล่องให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศของกรุงศรีอยู่ที่ประมาณ 20% ของรายได้รวม สัดส่วนสินเชื่อจะอยู่ที่ 5% ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพในการทำกำไรที่ดี โดยธนาคารยังคงมองหาโอกาสในการเติบโตในรูปแบบ Inorganic หรือการควบรวมกิจการ (M&A) อย่างต่อเนื่อง
"เราไม่เคยปิดประตูสำหรับโอกาส เพราะกรุงศรีมีศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการทำ M&A สูง หากมีดีลที่เหมาะสมและราคาดี เราก็พร้อมพิจารณาเพื่อสร้างความแตกต่างและขยายฐานรายได้ในระยะยาว ทดแทนตลาดในประเทศที่เริ่มอิ่มตัว"
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB